ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.tom-brown.com
       เคยลองถามตัวเองไหมคะว่าอะไรทำให้เรามีความสุข 
       
       คำตอบไม่มีใครเหมือนใคร เพราะอยู่ที่ว่าเรามีมุมมองต่อคำว่า "ความสุข" อย่างไร
       
       ความสุขเมื่อสมัยเด็กเป็นอย่างหนึ่ง พอวัยรุ่นก็แบบหนึ่ง วัยทำงาน วัยกลางคน และวัยชรา ล้วนแล้วมีความแตกต่างกัน นั่นเป็นเพราะทัศนคติและประสบการณ์ในแต่ละช่วงวัยก็แตกต่างกัน
       เงื่อนไขของความสุขก็เลยต่างกันออกไป
       
       ความสุขเมื่อครั้งเป็นเด็กเล็ก เป็นความสุขแบบง่ายๆ มีความสุขกับการได้วิ่งเล่น ได้กินอาหารอร่อย ได้ไปเที่ยว ซึ่งเป็นความสุขที่ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง
       
       เมื่อเข้าสู่วัยเรียน ความสุขก็มักจะถูกผูกไปกับความหวังของคนเป็นพ่อแม่ ที่อยากให้ลูกเรียนหนังสือได้เกรดดีๆ ลูกก็จะมีความสุขที่ได้รับคำชมจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือได้ทำตามที่ผู้ใหญ่ปรารถนา
       
       พอเข้าสู่วัยรุ่น เงื่อนไขของความสุขก็เพิ่มมากขึ้น เริ่มไปยึดติดกับเพื่อน กับการได้ไปเที่ยว วัยทำงาน ความสุขก็ขึ้นอยู่กับงาน เงิน ฯลฯ เรียกว่าความสุขจะเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขของชีวิตในแต่ละช่วง และทิศทางของความสุขส่วนใหญ่ของผู้คนยุคนี้ก็มักไปผูกติดกับสิ่งภายนอก เช่น วัตถุสิ่งของ หรือการหาเงินได้มากๆ และมีความซับซ้อนของความสุขมากขึ้น
       
       ในยุคทุนนิยมอย่างปัจจุบันเรามักถามหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรมของสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ครอบครัวคือหน่วยสังคมที่ถูกจับตามากที่สุดว่าควรจะต้องมีหน้าที่ในการปลูกฝังลูกหลานตั้งแต่เล็ก ทั้งที่ในความเป็นจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั้งสังคมควรเห็นความสำคัญในทุกระดับ
       
       ดัชนีชี้วัดจากหนังสือเรื่องความสุขเป็นสากล ระบุถึงปัจจัยที่ทำให้คนเรามีความสุขต่างกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ครอบครัว สุขภาพ ทุนทางสังคม สิ่งแวดล้อม หนี้สิน และรายได้ ศาสนา และคุณธรรม จริยธรรม เป็นสิ่งส่งเสริมและเป็นเครื่องกำกับคนในสังคมให้คนเรามีความสุขมากยิ่งขึ้น 
       
       ทั้งนี้เพราะคนส่วนหนึ่งมีความเห็นผิดในเรื่องความสุขและการดำรงชีวิต โดยเห็นว่า ความสุขเกิดจากการได้รับสิ่งที่ต้องการ ผู้บริโภคมากมีความสุขมาก และคนเราสามารถอยู่คนเดียวได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสังคม ซึ่งความคิดเห็นผิดเหล่านี้มีผลทำให้เขาเหล่านั้นมีความสุขน้อยลง คนที่สนใจแต่ความสุขของตนเองก็จะไม่มีความสุขไปในที่สุด เพราะถ้าคนส่วนใหญ่ในชุมชนหรือในสังคมโลกไม่มีความสุขแล้ว ก็จะมีผลสะท้อนกลับมาสู่ตนเองให้ไม่มีความสุขด้วย

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.herdaily.com
       พระไพศาล วิสาโล กล่าวไว้ว่าความสุขมีอยู่รอบตัวเรา เพียงเปิดใจก็เห็นความสุขได้ ท่านยกตัวอย่างหนึ่งไว้ในหนังสือ "หัวใจแห่งความสุข" ว่า
       
       ครูคนหนึ่งชูกระดาษเปล่าให้นักเรียนทั้งห้องดู กระดาษแผ่นนั้นเป็นสีขาว แต่มุมขวามีจุดสีดำอยู่จุดหนึ่ง ครูถามว่านักเรียนเห็นอะไรบ้าง นักเรียนทุกคนบอกเห็นจุดสีดำครับ ครูก็เลยถามว่าเธอไม่เห็นสีขาวของกระดาษบ้างเลยหรือ นักเรียนไม่สังเกตหรือไม่สะดุดใจเพราะมันชัดเจนมาก หรือธรรมดาเกินไปใช่ไหม บางทีความชัดเจนก็พรางตา คือทำให้เราไม่เห็นเลย อะไรที่มันชัดเจนอยู่กับเนื้อกับตัว หรือปรากฏต่อหน้าต่อตา เรากลับไม่เห็น หรือไม่สังเกต หรือไม่ให้ความสนใจ
       
       แต่จุดดำๆ เล็กๆ เรากลับเห็นชัดเหลือเกิน ชีวิตเราจะว่าไปก็เหมือนกระดาษแผ่นนี้แหละ คือมีสีขาวเป็นส่วนใหญ่ แต่มันมีจุดเล็กๆ สีดำอยู่ไม่กี่จุด แล้วเราก็เอาแต่จดจ่อหรือมองเห็นแต่จุดดำเหล่านี้ แล้วก็บ่นว่าชีวิตฉันทุกข์เหลือเกินๆ มีแต่ความดำมืด นี้เป็นเพราะไม่รู้จักมองสีขาวเสียบ้าง
       
       ฉะนั้น คนเป็นพ่อแม่ควรจะปลูกฝังเรื่องความสุขให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก พร้อมทั้งพัฒนาความสุขให้ลูกได้ตามวัยด้วย 4 ขั้นตอน 
       
       หนึ่ง เริ่มจากฝึกให้ลูกมีความสุขง่ายๆ กับสิ่งรอบตัวตั้งแต่เล็ก เช่น มีความสุขกับธรรมชาติรอบตัว ถ้าภายในบ้านปลูกต้นไม้ ก็ชี้ชวนให้ลูกได้สัมผัสกับต้นไม้ใบหญ้า หรือเสียงนกร้อง ก็ชวนลูกฟัง และสนุกกับการเรียนรู้เสียงนกร้อง หรือสรรพสิ่งที่อยู่รอบบ้าน
       
       สอง เพิ่มขั้นตอน ฝึกให้ลูกคิดและมองสรรพสิ่งในด้านบวก เช่น ถ้าลูกเสียของรักไป ก็ต้องให้ลูกเห็นคุณค่าของสิ่งที่เหลืออยู่
       
       สาม เมื่อลูกเริ่มมีสังคมควรฝึกให้ลูกแบ่งปันความสุขให้กับผู้อื่น ฝึกง่ายๆ จากการแบ่งปันขนม สอนให้เขาได้เรียนรู้ว่าถ้ามีขนม เรากินคนเดียวเราก็อร่อยคนเดียว แต่ถ้าเราแบ่งให้เพื่อนด้วย ก็อร่อยหลายคน แล้วเมื่อลูกแบ่งปันแล้วก็ลองถามลูกว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อแบ่งให้คนอื่น ช่วงแรกๆ ลูกอาจไม่ยอมแบ่งให้คนอื่น แต่ถ้าเราฝึกบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ และชื่นชมเขาด้วย ก็จะทำให้เขาซึมซับสิ่งเหล่าจนติดตัวไปจนโต
       
       สี่ เมื่อลูกเติบโตขึ้น การฝึกให้ลูกมีความสุขจากด้านในเป็นสิ่งจำเป็น ให้เขาได้เรียนรู้ว่าเขาสามารถหาความสุขได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องแสวงหาความสุขจากวัตถุหรือสิ่งนอกตัวเท่านั้น
       
       ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มที่คนเป็นพ่อแม่ด้วย พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างของความสุขที่แท้จริง เพราะถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครอง ยังคงมีรูปแบบของความสุขภายใต้การบริโภคแบบทุนนิยมสุดขั้วที่กัดกร่อนสังคมไทยแบบทุกวันนี้ 
       
       รับประกันว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นค่ะ

Comment

Comment:

Tweet